
สาระสำคัญ: ตรวจพบมะเร็งในกลุ่มทดลองได้ 2.2% จาก 1,000 คนที่จ่ายเงินตรวจ
ส่วนใหญ่เป็นมะเร็งที่ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของการตรวจคัดกรองมาตรฐาน เช่น มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
ค่าบริการอยู่ที่ $2,500 ต่อการสแกนหนึ่งครั้ง (ประมาณ 91,000 บาท)
ข้อดีของการตรวจด้วย Prenuvo
จับมะเร็งได้ก่อนแสดงอาการ – ตรวจพบก้อนเนื้อหรือลักษณะผิดปกติในกลุ่มคนที่ยังไม่มีอาการ
ไม่รุกราน (non-invasive) – ไม่ต้องฉีดสีหรือสัมผัสรังสี
รวบรวมข้อมูลจากหลายอวัยวะ – ตรวจครบทั้งสมอง หัวใจ ปอด ไต ตับ ฯลฯ
เหมาะกับผู้มีความเสี่ยงสูง – เช่น คนที่มีพันธุกรรม BRCA, Lynch Syndrome, Li-Fraumeni Syndrome หรือสัมผัสสารก่อมะเร็งในสิ่งแวดล้อม
ข้อจำกัดและความกังวล
อาจเจอมะเร็งไม่ร้ายแรง (Overdiagnosis):
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจตรวจพบมะเร็งที่ไม่จำเป็นต้องรักษาทันที และนำไปสู่ความเครียดหรือการรักษาเกินจำเป็น
มีเคสที่ MRI ไม่พบมะเร็ง:
เช่น มะเร็งเต้านมใน 2 รายที่ตรวจไม่เจอ เพราะเทคนิค MRI ของ Prenuvo ไม่เทียบเท่าการตรวจแมมโมแกรม
ผลบวกลวง (False Positive):
ผู้ที่ได้รับผล “ผิดปกติ” ต้องไปตรวจซ้ำ เช่น การเจาะชิ้นเนื้อ (biopsy) ซึ่งมีต้นทุนสูงและมีความเสี่ยง เช่น เลือดออก หรือผลข้างเคียงจากยาสลบ
ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ:
นักวิจัยยังไม่สามารถสรุปได้ชัดว่าการตรวจนี้ช่วยลดอัตราตายจากมะเร็งจริงหรือไม่
ราคาสูง – ยังไม่ครอบคลุมโดยประกันสุขภาพส่วนใหญ่
ข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุด
การศึกษาเบื้องต้นจากผู้เข้าร่วม 1,000 คน
→ ตรวจพบความผิดปกติ 41 คน → ตรวจซ้ำแล้วเป็นมะเร็งประมาณครึ่งหนึ่ง
→ คิดเป็นอัตราพบมะเร็ง 2.2%
เทียบกับ การตรวจเลือดหามะเร็งแบบใหม่ (50 ชนิด) → พบได้เพียง 0.5% กำลังมีการศึกษาขนาดใหญ่ชื่อว่า Hercules Study
มีผู้เข้าร่วม 10,000 คน
ติดตามผลอย่างน้อย 12–18 เดือนหลังการตรวจ
ศึกษาความแม่นยำ ความจำเป็นในการรักษา และผลกระทบต่อสุขภาพจิตและค่าใช้จ่าย
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ “MRI เต็มตัวอาจเป็นการตรวจที่มีประโยชน์ แต่เรายังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าเหมาะสมกับคนทั่วไปหรือไม่” — Dr. Michael Rosenthal, Dana-Farber Cancer Institute
“Prenuvo ไม่ใช่ทางเลือกแทนการตรวจคัดกรองแบบเดิม เช่น แมมโมแกรม หรือโคลอนสโคปี แต่ควรทำร่วมกันหากต้องการความละเอียดสูงสุด” — Dr. Daniel Durand, Chief Medical Officer ของ Prenuvo
Prenuvo มีศักยภาพสูงในการตรวจเจอมะเร็งเร็ว แต่ยังไม่ควรใช้แทนการตรวจสุขภาพประจำปีแบบเดิม
ยังไม่มีข้อมูลว่าการตรวจนี้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งได้จริงหรือไม่
การตรวจนี้ควรเป็น “ตัวเสริม” ไม่ใช่ “ตัวแทน” ของระบบการตรวจสุขภาพที่มีอยู่