Author name: The SciClinist

Uncategorized

Prenuvo กับ MRI ตรวจร่างกายทั้งตัว: คุ้มหรือแค่หวังดี?

สาระสำคัญ: ตรวจพบมะเร็งในกลุ่มทดลองได้ 2.2% จาก 1,000 คนที่จ่ายเงินตรวจ ส่วนใหญ่เป็นมะเร็งที่ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของการตรวจคัดกรองมาตรฐาน เช่น มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ค่าบริการอยู่ที่ $2,500 ต่อการสแกนหนึ่งครั้ง (ประมาณ 91,000 บาท) ข้อดีของการตรวจด้วย Prenuvo จับมะเร็งได้ก่อนแสดงอาการ – ตรวจพบก้อนเนื้อหรือลักษณะผิดปกติในกลุ่มคนที่ยังไม่มีอาการ ไม่รุกราน (non-invasive) – ไม่ต้องฉีดสีหรือสัมผัสรังสี รวบรวมข้อมูลจากหลายอวัยวะ – ตรวจครบทั้งสมอง หัวใจ ปอด ไต ตับ ฯลฯ เหมาะกับผู้มีความเสี่ยงสูง – เช่น คนที่มีพันธุกรรม BRCA, Lynch Syndrome, Li-Fraumeni Syndrome หรือสัมผัสสารก่อมะเร็งในสิ่งแวดล้อม ข้อจำกัดและความกังวล อาจเจอมะเร็งไม่ร้ายแรง (Overdiagnosis):ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจตรวจพบมะเร็งที่ไม่จำเป็นต้องรักษาทันที และนำไปสู่ความเครียดหรือการรักษาเกินจำเป็น มีเคสที่ MRI ไม่พบมะเร็ง:เช่น มะเร็งเต้านมใน 2 รายที่ตรวจไม่เจอ เพราะเทคนิค MRI ของ Prenuvo ไม่เทียบเท่าการตรวจแมมโมแกรม ผลบวกลวง (False Positive):ผู้ที่ได้รับผล “ผิดปกติ” ต้องไปตรวจซ้ำ เช่น การเจาะชิ้นเนื้อ (biopsy) ซึ่งมีต้นทุนสูงและมีความเสี่ยง เช่น เลือดออก หรือผลข้างเคียงจากยาสลบ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ:นักวิจัยยังไม่สามารถสรุปได้ชัดว่าการตรวจนี้ช่วยลดอัตราตายจากมะเร็งจริงหรือไม่ ราคาสูง – ยังไม่ครอบคลุมโดยประกันสุขภาพส่วนใหญ่ ข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุด การศึกษาเบื้องต้นจากผู้เข้าร่วม 1,000 คน→ ตรวจพบความผิดปกติ 41 คน → ตรวจซ้ำแล้วเป็นมะเร็งประมาณครึ่งหนึ่ง→ คิดเป็นอัตราพบมะเร็ง 2.2% เทียบกับ การตรวจเลือดหามะเร็งแบบใหม่ (50 ชนิด) → พบได้เพียง 0.5%  กำลังมีการศึกษาขนาดใหญ่ชื่อว่า Hercules Studyมีผู้เข้าร่วม 10,000 คน ติดตามผลอย่างน้อย 12–18 เดือนหลังการตรวจ ศึกษาความแม่นยำ ความจำเป็นในการรักษา และผลกระทบต่อสุขภาพจิตและค่าใช้จ่าย ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ “MRI เต็มตัวอาจเป็นการตรวจที่มีประโยชน์ แต่เรายังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าเหมาะสมกับคนทั่วไปหรือไม่” — Dr. Michael Rosenthal, Dana-Farber Cancer Institute “Prenuvo ไม่ใช่ทางเลือกแทนการตรวจคัดกรองแบบเดิม เช่น แมมโมแกรม หรือโคลอนสโคปี แต่ควรทำร่วมกันหากต้องการความละเอียดสูงสุด” — Dr. Daniel Durand, Chief Medical Officer ของ Prenuvo Prenuvo มีศักยภาพสูงในการตรวจเจอมะเร็งเร็ว แต่ยังไม่ควรใช้แทนการตรวจสุขภาพประจำปีแบบเดิมยังไม่มีข้อมูลว่าการตรวจนี้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งได้จริงหรือไม่การตรวจนี้ควรเป็น “ตัวเสริม” ไม่ใช่ “ตัวแทน” ของระบบการตรวจสุขภาพที่มีอยู่

Uncategorized

รู้หรือไม่? เปลือกแตงโมคือ Superfood ที่คุณอาจกำลังทิ้งไปทุกวัน

เวลาคุณกินแตงโม… คุณโยนเปลือกทิ้งใช่ไหม? แต่ความจริงแล้ว “เปลือกแตงโม” อาจมีสารอาหารมากกว่าเนื้อสีแดง ที่คุณชอบกินเสียอีก ประโยชน์ทางสุขภาพของเปลือกแตงโม 1. ไฟเบอร์สูงมาก (High Fiber):เปลือกมีไฟเบอร์ประเภท insoluble fiber สูงกว่าส่วนเนื้อช่วยเพิ่มกากใยในลำไส้ กระตุ้นการขับถ่ายลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้และโรคหัวใจมีไฟเบอร์ชนิด soluble fiber ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล 2. อุดมด้วย Citrulline:เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยกระตุ้น ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ในร่างกายส่งผลต่อการขยายหลอดเลือด → ส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้นมีผลต่อ การเพิ่มพลังงาน สมรรถภาพการออกกำลังกาย และสุขภาพหัวใจปริมาณ citrulline ในเปลือกแตงโมสูงกว่าเนื้อถึง 60%(อ้างอิงจาก: Sherry Gray, MPH, RD – University of Connecticut) 3. วิตามินและแร่ธาตุเพียบ:เปลือกแตงโมมีสารอาหารหลากหลาย เช่นVitamin C, B6, Beta-carotene → ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัยแคลเซียม, ฟอสฟอรัส, สังกะสี → เสริมสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และระบบประสาท  เปลือกแตงโมกินได้จริงไหม?กินได้ครับ! แต่ควรปอกเปลือกเขียวด้านนอกออกก่อนโดยส่วนที่กินได้คือตรง “เปลือกขาว” ระหว่างเนื้อสีแดงกับผิวเขียว รสชาติ:เปลือกสีขาวมีรสคล้ายแตงกวาเปลือกสีเขียวเข้มข้างนอกขม → ควรเลี่ยงหรือปอกออก ข้อควรระวัง:ควรล้างผิวแตงโมให้สะอาดก่อนหั่น (เพราะมีดจะพาเชื้อโรคจากเปลือกเข้าเนื้อ)ถ้ากินครั้งแรก ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ เพราะใยอาหารสูง อาจทำให้แน่นท้องหรือมีแก๊ส ไอเดียการกินเปลือกแตงโมสมูทตี้ / น้ำผลไม้รวม (เพิ่ม citrulline ธรรมชาติแบบ pre-workout)ผัดกับผักหรือใส่ในแกง (เนื้อสัมผัสคล้ายแตงกวา)ทำดองเปรี้ยว (Pickled rind) แบบญี่ปุ่นหรือเกาหลีทำน้ำหมัก / น้ำหมักผักผลไม้เพื่อย่อยทำแยมหวานรสเปลือกแตงโม (สูตรตะวันตก)  ข้อมูลอ้างอิงจาก:Julie Stefanski, MEd, RDN, LDN (Academy of Nutrition and Dietetics) Sherry Gray, MPH, RD (University of Connecticut) งานวิจัย Imoisi C, Iyasele JU, Michael UC, Imhontu EE (2020):การใช้ผงเปลือกแตงโมผสมในแป้งขนมปังเพื่อเพิ่มใยอาหาร

Uncategorized

Anti-Aging Fruits13 ผลไม้ต้านแก่ ที่ควรมีติดบ้าน!

ผลไม้บางอย่างอาจช่วยชะลอวัยจากภายในจริง! งานวิจัยแนะนำว่า สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants), วิตามิน C, resveratrol และ polyphenols จากผลไม้เหล่านี้ช่วยลดอักเสบ ฟื้นฟูผิว และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้ 1. บลูเบอร์รี่ – ลดเบาหวาน เสริมสุขภาพหัวใจ 2. ราสเบอร์รี่ – กระตุ้นคอลลาเจน ลดริ้วรอย 3. อะโวคาโด – ช่วยลดอักเสบ เสริมผิวแน่นกระชับ 4. เชอร์รี่ – ต้านอนุมูลอิสระ ปรับสมดุลร่างกาย 5. ทับทิม – ฟื้นฟูเซลล์ผิว ชะลอวัยลึก 6. แอปเปิ้ล – ลดการอักเสบในร่างกาย 7. ส้ม – วิตามิน C สูง เสริมคอลลาเจน 8. องุ่น – มี resveratrol กระตุ้นโปรตีนอายุยืน (sirtuins) 9. สตรอว์เบอร์รี่ – ป้องกันริ้วรอย เพิ่มภูมิคุ้มกัน 10. แบล็กเบอร์รี่ – ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ 11. มะม่วง – เบต้าแคโรทีน ต้าน UV และริ้วรอย 12. พีช – เปลือกมีสารต้านแก่สูงกว่าผล 13. เกรปฟรุต – ป้องกันแดด สร้างคอลลาเจน เคล็ดลับ: กินผลไม้สดแบบไม่ปอกเปลือก (ถ้าล้างสะอาด) จะได้ใยอาหาร + สารพฤกษเคมีที่ช่วยเรื่องชะลอวัยได้อีกหลายระดับ

Uncategorized

“กลิ่นคนแก่” คืออะไร? และทำไม ‘เห็ด’ ถึงอาจเป็นทางออกที่คุณไม่เคยรู้

หลายคนคงเคยได้กลิ่นที่มักถูกเรียกว่า “old people smell” หรือ “กลิ่นคนแก่” — กลิ่นเฉพาะตัวที่มักถูกเปรียบกับกระดาษชื้น กล่องเก่า หรือกลิ่นห้องเก็บของ… แต่รู้ไหมว่า กลิ่นนี้ไม่ได้มาจากความสะอาด แต่มาจาก การเสื่อมของร่างกายระดับเซลล์ และ กระบวนการ oxidation บนผิวหนัง ต้นเหตุของกลิ่นนี้คืออะไร? เกิดจาก สาร 2-nonenal ที่เกิดจากการสลายของกรดไขมันโอเมก้า-7 บนผิวหนัง เมื่อ อายุเพิ่มขึ้น + ฮอร์โมนลดลง + การผลัดเซลล์ช้าลง กลิ่นนี้จะเริ่มสะสมและชัดขึ้น ไม่สามารถล้างออกได้ง่ายด้วยสบู่หรือดับกลิ่นด้วยน้ำหอม เพราะมันมาจากภายในร่างกาย Superfood ที่ช่วย “ลบกลิ่นคนแก่” จากข้างใน เห็ด (โดยเฉพาะ Shiitake & Oyster)Longevity coach Leslie Kenny แนะนำให้กินเห็ดเพราะมีสารสำคัญ 2 ตัว: Ergothioneine – สารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังที่ช่วยหยุดกระบวนการ lipid peroxidation (การเหม็นหืนของไขมันใต้ผิว) Spermidine – ช่วยกระตุ้นกระบวนการ autophagy (การรีไซเคิลเซลล์ที่เสื่อมสภาพ) ทำให้ผิวและร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น ผลลัพธ์คือ…  ลดกลิ่นที่สะสมเพิ่มการผลัดเซลล์เสริมสุขภาพโดยรวม — ตั้งแต่ระบบสมอง ไปจนถึงความต้านทานโรค เห็ดดีต่ออะไรมากกว่าที่คุณคิด ลดความเสี่ยงสมองเสื่อมชะลอมะเร็งลดความดันเสริมความแข็งแรงของกระดูกช่วยสมดุลน้ำตาลในเลือดและที่สำคัญ… ทำให้คุณไม่มีกลิ่นคนแก่แม้อายุเยอะ สรุปแบบเข้าใจง่าย“กลิ่นคนแก่” ไม่ใช่เรื่องของความสะอาด แต่เป็นผลจากการ ‘ร่างกายเสื่อม’ + ‘ขาดสารต้านอนุมูลอิสระ’  กินเห็ดบ่อยๆ โดยเฉพาะ Shiitake กับ Oyster = ได้ทั้ง ergothioneine + spermidineช่วยให้ร่างกายผลัดเซลล์ดีขึ้น ลดกลิ่นสะสม และยังเสริมภูมิคุ้มกันอีกด้วย

Uncategorized

Martha Girl มาแรงเวอร์! เทรนด์สุดไวรัล แต่งบ้าน ปลูกผัก เหมือนอยู่ในโลกอีกใบ จากคนวัย 83 ปี

ใครจะไปคิดว่า Martha Stewart วัย 83 ปี จะกลับมายึด ยอดวิว ได้อีกครั้งในปี 2025 ด้วย aesthetic ที่เรียบง่ายแต่เท่แบบวินเทจ การกลับสู่ชีวิตเรียบง่าย + ความโหยหาธรรมชาติ คนเบื่อความวุ่นวาย โซเชียล ความเร่งรีบ และอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบ “คิดก่อนใช้ ทำก่อนซื้อ” Add Your Heading Text Hereสไตล์ “Martha Stewart Aesthetic” คืออะไร? เป็นสไตล์ที่ได้แรงบันดาลใจจากชีวิตของ Martha Stewart ไอคอนสายงานบ้านและสวนของอเมริกา ซึ่งเน้น:บ้านแสนอบอุ่น: เต็มไปด้วยของใช้สีเอิร์ธโทน เซรามิก เครื่องไม้ งานผ้าทอมือการปลูกผักและเลี้ยงสัตว์เอง: มีสวนครัวหลังบ้าน มีไก่ มีไข่กินเองทำของใช้เอง (Handmade): เย็บผ้า ถักไหมพรม ทำเทียน ทำสบู่ ใช้วัตถุดิบธรรมชาติอาหารโฮมเมด: อบขนมปัง ทำแยม ดองผัก ทำซอสกินเองกิจกรรมช้าๆ แต่ชัดเจน: ปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดบ้าน เดินเล่น ดูแลตัวเอง แฟชั่นก็อินด้วย Boho chic ยุค 2000 กลับมาอีกครั้ง: เดรสปักลาย โครเชต์ ผ้าโปร่งสี Earth tone, ถักไหมพรม, กระเป๋าผ้าปอ และผมถักเปียหลวมๆ คนรุ่นใหม่เริ่มเบื่อความเร่งรีบ และอยากกลับไปหา “ความเรียบง่าย” โควิดและวิกฤตโลกร้อน ทำให้คนหันมาใช้ชีวิตพึ่งพาตัวเองบรรยากาศสไตล์นี้สร้าง “emotional escape” ที่ให้ความอบอุ่น

Uncategorized

 10 ประโยชน์ของการอาบน้ำเย็นที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

1. กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด น้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องเร่งส่งเลือดไปยังอวัยวะสำคัญเพื่อรักษาอุณหภูมิภายใน นี่ช่วยให้ระบบไหลเวียนทำงานดีขึ้น ช่วยลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังเซลล์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. เสริมภูมิคุ้มกัน การอาบน้ำเย็นกระตุ้นการสร้างไซโตไคน์ เช่น TNF-α, IL-2, IL-6 ซึ่งมีบทบาทในการต้านไวรัสและมะเร็ง งานวิจัยพบว่า คนที่อาบน้ำเย็น 30–90 วินาทีต่อวัน มีจำนวนวันลาป่วยน้อยลง 3. เพิ่มการเผาผลาญ และช่วยควบคุมน้ำหนัก ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในขณะโดนน้ำเย็น และอาจกระตุ้นไขมันสีน้ำตาล (Brown Fat) ซึ่งช่วยเผาผลาญพลังงานและควบคุมน้ำตาลในเลือด 4. เพิ่มความสดชื่นและอารมณ์ดี น้ำเย็นกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเธติก ทำให้ระดับ เอ็นดอร์ฟิน และ โดพามีน เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีความสุข และลดอาการซึมเศร้า 5. ช่วยเรื่องผิวและเส้นผม น้ำเย็นช่วยกระชับรูขุมขน ลดการสูญเสียความชุ่มชื้น และลดการอักเสบของผิว แม้หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์จะยังไม่มาก แต่ผู้ใช้จำนวนมากยืนยันผลลัพธ์เชิงบวก 6. ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย การอาบน้ำเย็นหรือแช่น้ำเย็นหลังออกกำลังกายช่วยลดความเมื่อยล้า และลดอาการปวดกล้ามเนื้อในวันถัดไปได้ 7. เพิ่มพลังงานและความตื่นตัว การอาบน้ำเย็นเพียง 5 นาที สามารถเพิ่มความกระตือรือร้น สมาธิ และความรู้สึกมีพลังได้เทียบเท่ากับการดื่มกาแฟ 8. บรรเทาอาการปวดเรื้อรัง การแช่น้ำเย็นช่วยลดอาการปวดในผู้ป่วยข้ออักเสบ เช่น เกาต์ และช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวดีขึ้น 9. อาจช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ มีการศึกษาเบื้องต้นว่า ความเย็นบริเวณถุงอัณฑะ อาจช่วยปรับคุณภาพอสุจิและความเคลื่อนไหวของเชื้ออสุจิได้ 10. เพิ่มความแข็งแกร่งทางจิตใจ (Mental Resilience) การฝึกอาบน้ำเย็นอย่างสม่ำเสมอช่วยเสริม ความมั่นใจในตนเอง และ ความสามารถในการควบคุมความเครียด เพราะร่างกายต้องฝึกปรับตัวกับความไม่สบาย ข้อควรระวัง-ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคหัวใจหรือปอด -คนท้องควรปรึกษาแพทย์ก่อน– อาจลดระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนชั่วคราวหลังออกกำลังกายหนัก

Uncategorized

3 ปัจจัยร้ายแรงที่ดัชนี UV สูง อาจเป็นอันตรายต่อ ความเสื่อมของร่างกาย

หลายคนคิดว่าแดดแรงแค่ทำให้ผิวคล้ำ… แต่งานวิจัยทางการแพทย์กลับเตือนว่า ดัชนีรังสี UV สูงนั้นเป็นหนึ่งในตัวเร่งความเสื่อมของร่างกายที่สำคัญที่สุด—ทั้งต่อผิว ดวงตา และระบบเซลล์ในระดับ DNA 3 ผลกระทบรุนแรงจากดัชนี UV สูงที่ควรรู้ทันก่อนออกจากบ้าน 1. มะเร็งผิวหนัง: ความเสียหายระดับ DNA ที่สะสมทุกวัน รังสี UV โดยเฉพาะ UVB สามารถแทรกทะลุผ่านชั้นผิวหนังจนถึงระดับเซลล์ และทำลาย DNA โดยตรง เป็นกลไกที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์และเพิ่มความเสี่ยงของ มะเร็งผิวหนัง ซึ่งในอเมริกามีผู้ป่วยใหม่เป็น melanoma ถึงกว่า 105,000 คนต่อปี (ข้อมูลจาก American Cancer Society, 2025) ❝แม้คุณจะไม่โดนแดดเผา ผิวคุณก็ยังถูก UV ทำลายได้ในเวลาเพียง 15 นาที❞ — Dr. Sudarsan Kollimuttathuillam 2. แก่ก่อนวัย: ริ้วรอย จุดด่างดำ และผิวหนังเสื่อมสภาพ รังสี UVA เจาะลึกถึงผิวชั้นหนังแท้ ส่งผลให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เกิดริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย จุดด่างดำ และสีผิวไม่สม่ำเสมอเร็วกว่าปกติ การไม่ทาครีมกันแดดประจำวัน คือการเร่งผิวให้แก่ก่อนวัยแบบไม่รู้ตัว 3. ดวงตาเสื่อม: ความเสี่ยงต่อโรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อม UV ไม่เพียงทำลายผิว แต่ยังทำลายเลนส์ตาและจอประสาทตา การสะสมรังสี UV เป็นระยะเวลานานสัมพันธ์กับความเสี่ยงสูงขึ้นของ ต้อกระจก (Cataract) และ จอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ดวงตาคุณรับ UV ได้แม้ในวันที่เมฆมาก — ถึง 80% ของ UV ทะลุก้อนเมฆได้ วิธีรับมือ UV Index สูง ตรวจค่า UV Index ประจำวัน (หาได้ในแอปพยากรณ์อากาศทั่วไป)หลีกเลี่ยงออกแดดช่วง 11:00–14:00 น.ใช้ครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงสวมหมวกปีกกว้าง เสื้อแขนยาว และแว่นกันแดดที่มี UV400

Uncategorized

6 เหตุผลที่ “นมวัว” อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า “นมข้าวโอ๊ต”

ในยุคที่ผู้คนหันมาเลือกดื่ม “นมพืช” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง หรือนมข้าวโอ๊ต ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ จริยธรรม หรือแพ้นมวัว แต่แท้จริงแล้ว “นมวัว” ยังคงเป็นแหล่งสารอาหารคุณภาพสูงที่หลายคนอาจมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับนมข้าวโอ๊ต (Oat Milk) ซึ่งแม้จะดูดีในภาพรวม แต่ไม่ได้ “ดีไปกว่าทุกมิติ” ต่อไปนี้คือ 6 ข้อที่นมวัวอาจยัง “ชนะ” นมข้าวโอ๊ตในเชิงโภชนาการ: 1. นมวัวให้โปรตีนคุณภาพสูงกว่า นมวัว มีโปรตีนประมาณ 8 กรัมต่อแก้ว (240 มล.) และเป็น “โปรตีนสมบูรณ์ (complete protein)” เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 9 ชนิดในปริมาณเหมาะสมนมข้าวโอ๊ต ส่วนใหญ่มีโปรตีนเพียง 1.5–3 กรัมต่อแก้ว และยังขาดกรดอะมิโน “ไลซีน” (lysine) ซึ่งจำเป็นต่อระบบกล้ามเนื้อและการซ่อมแซมร่างกาย นอกจากนี้ นมวัวประกอบด้วยโปรตีนหลัก 2 ชนิดคือ เคซีน (Casein) ย่อยช้า ช่วยเสริมมวลกล้ามเนื้อ เวย์ (Whey) ย่อยเร็ว มีกรดอะมิโน BCAA ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อ 2. แคลเซียมในนมวัวดูดซึมได้ดีกว่า แม้นมข้าวโอ๊ตบางยี่ห้อจะเติมแคลเซียมเทียบเท่านมวัว แต่… แคลเซียมในนมวัว อยู่ในรูปที่ดูดซึมได้ง่ายกว่า เพราะมีเคซีนช่วยพาแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย นมข้าวโอ๊ต มีสารต้านสารอาหาร เช่น ออกซาเลต (oxalate) และ ไฟเตต (phytate) ที่รบกวนการดูดซึมแคลเซียม 3. นมวัวมีสารอาหารครบถ้วนโดยธรรมชาติ งานวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2025 วิเคราะห์เครื่องดื่มจากพืช 66 ชนิด พบว่า นมข้าวโอ๊ตและนมข้าว เป็นกลุ่มที่มีสารอาหารน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับนมวัว นมวัวให้ทั้ง วิตามิน A, D, B12, แคลเซียม, โพแทสเซียม, ฟอสฟอรัส, ไรโบฟลาวิน และอื่น ๆ นมข้าวโอ๊ตมักเติมสารอาหารจากการสังเคราะห์ และมี “น้ำตาลเติมเพิ่ม” มากกว่าด้วย 4. ราคาถูกและหาง่ายกว่า ราคานมวัวเฉลี่ยถูกกว่านมข้าวโอ๊ตถึง 50% ต่อปริมาณที่เท่ากัน (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ) นอกจากนี้ นมวัวยังมีจำหน่ายทั่วไปตามร้านค้า หาง่ายกว่านมพืชพิเศษ 5. ดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า (เหมาะกับคนควบคุมระดับน้ำตาล) นมวัว มีดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index, GI) อยู่ที่ 25–39 (ถือว่าต่ำ) นมข้าวโอ๊ต มี GI สูงกว่าโดยเฉพาะสูตรหวาน อยู่ในระดับ กลางถึงสูง (60+) นั่นทำให้นมวัวเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาล เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน 6. มีทางเลือกแบบ “ไม่มีแลคโตส” สำหรับคนไม่ย่อยนม นมวัวสามารถทำเป็น “นมปราศจากแลคโตส” ได้ โดยยังคงให้โปรตีน แคลเซียม และวิตามินต่าง ๆ เหมือนเดิม คนที่แพ้แลคโตส (Lactose intolerance) ดื่มได้โดยไม่ทำให้ท้องอืดหรือท้องเสีย แล้วใคร “ควรหลีกเลี่ยง” นมวัว? ผู้ที่แพ้โปรตีนนมวัวจริง ๆ (ไม่ใช่แค่ไม่ย่อยแลคโตส) ควรงดโดยเด็ดขาด เพราะอาจถึงขั้นเกิด “ช็อก” ได้ กลุ่มที่อาจหลีกเลี่ยงด้ว เหตุผลเฉพาะทาง-ผู้ที่เป็นสิวหรือโรคผิวหนังบางชนิด เช่น eczema-ผู้ที่มีโรคอักเสบเรื้อรัง-ผู้ที่แพ้โปรตีนเคซีน-ผู้ที่ทานอาหารวีแกน หากคุณเลือกดื่มนมพืชแทนนมวัว ควรระวังเรื่อง การขาดวิตามิน B12, แคลเซียม, และโปรตีน และวางแผนอาหารอย่างรอบคอบ

Uncategorized

6 ไอเดียอาหารเย็นแสนง่าย สำหรับคนเป็นลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Ulcerative Colitis)

Ulcerative Colitis (UC) เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งในกลุ่ม IBD ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะช่วง “flare” หรือช่วงที่อาการกำเริบ อาหารบางชนิดสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น เช่น ปวดท้อง ถ่ายเหลว มีเลือดปน ซึ่งการวางแผนอาหารให้เหมาะสมสามารถช่วยลดอาการและฟื้นฟูร่างกายได้ ไม่มีสูตรอาหารที่ตายตัวสำหรับทุกคนที่เป็น UC ดังนั้นการจดบันทึกอาหารที่กินและอาการที่เกิดขึ้นจะช่วยค้นหา “อาหารที่ร่างกายเรารับได้” ได้ดีที่สุด 1. มันหวาน + อกไก่ย่าง มันหวานอบหรือต้ม ราดน้ำมันมะกอกเล็กน้อยเสิร์ฟพร้อมอกไก่ย่างหรืออบจนเนื้อนุ่ม (ทางเลือก: เต้าหู้, ไข่, เนื้อไก่งวง) ทำไมเหมาะกับ UCมันหวานเป็นแหล่งแอนตี้ออกซิแดนต์และวิตามินที่ดีต่อระบบย่อยโปรตีนจากเนื้อขาวช่วยซ่อมแซมร่างกายโดยไม่เพิ่มการอักเสบแบบเนื้อแดง 2. โยเกิร์ต + กล้วย + เนยถั่ว โยเกิร์ตรสธรรมชาติ (ดัชนีน้ำตาลต่ำ)ใส่กล้วยหอมฝานบาง ๆ และเนยถั่วเนื้อเนียน (อัลมอนด์, เม็ดมะม่วง) ทำไมเหมาะกับ UCโยเกิร์ตให้แคลเซียมและ “โปรไบโอติก” ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้กล้วยย่อยง่าย และช่วยชดเชยโพแทสเซียมที่เสียไปจากการถ่ายเหลว 3. พาสต้าแบบง่าย พาสต้าเส้นขาว (enriched white pasta)ปรุงด้วยซอสอ่อน ไม่เผ็ด หรือผัดกับน้ำมันมะกอก + เห็ด/ถั่วลันเตา ทำไมเหมาะกับ UCเส้นขาวช่วยลดปริมาณไฟเบอร์ขณะอาการกำเริบเติมโปรตีนจากอกไก่หรือกุ้งต้มได้ตามเหมาะ 4. ซุปไก่ + แซนด์วิช ซุปไก่ใส่มันฝรั่ง แครอท และหน่อไม้ฝรั่ง (ไม่ใส่ผักแข็งหรือพืชตระกูลกะหล่ำ)แซนด์วิชไก่, ทูน่า หรือเนยถั่วกล้วยบนขนมปังขาว ทำไมเหมาะกับ UCอาหารเหลวอย่างซุปช่วยย่อยง่ายแซนด์วิชเป็นแหล่งโปรตีนง่าย ๆ และให้พลังงานครบถ้วน 5. ไข่ + ขนมปังปิ้ง ไข่ต้ม ไข่คน หรือไข่ลวกขนมปังขาวหรือซาวโดว์ (ไม่มีเมล็ดพืช) ปาดเนยหรือแยม ทำไมเหมาะกับ UCไข่และเต้าหู้คือโปรตีนดูดซึมง่ายขนมปังเสริมธาตุเหล็กช่วยฟื้นร่างกายจากภาวะขาดพลังงาน 6. แซลมอน + ข้าวขาว + ถั่วแขก แซลมอนย่าง / อบข้าวขาวถั่วแขกต้มจนเปื่อยนุ่ม  ทำไมเหมาะกับ UCแซลมอนมี Omega-3 ลดการอักเสบได้ดีข้าวขาวย่อยง่าย ถั่วแขกเป็นผักเส้นใยน้อย

Uncategorized

น้ำตาลในเลือดจะไม่เหวี่ยงอีกต่อไป!10 วิธีง่าย ๆ ควบคุมระดับน้ำตาลให้เสถียรตลอดทั้งวัน

ไม่ว่าคุณจะเป็นเบาหวานหรือแค่อยากรู้สึกดีทั้งวัน “น้ำตาลในเลือดที่คงที่” คือคำตอบของพลังงานที่ไม่เหวี่ยง อารมณ์ที่ไม่ตก และสุขภาพที่ดีในระยะยาว 1. เริ่มต้นเช้าด้วยมื้ออาหารที่สมดุล อย่ากินแต่คาร์โบไฮเดรต หรือข้ามมื้อเช้าเด็ดขาด!ควรมี โปรตีน + ไขมันดี + ใยอาหาร ตัวอย่าง: ขนมปังโฮลวีต + อะโวคาโด + ไข่ต้ม 2. เติมโปรตีนในทุกมื้อ โปรตีนช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรต ตัวเลือกดี ๆ: ถั่ว เนื้อสัตว์ ไข่ต้ม โยเกิร์ตไม่หวาน 3. เลือกอาหารที่มีใยอาหารสูง ใยอาหารช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล และดีต่อระบบขับถ่าย เช่น ผักสด ผลไม้เปลือกบาง ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี 4. งดเครื่องดื่มหวานทุกชนิด น้ำอัดลม น้ำผลไม้สำเร็จรูป ชาเย็น คือศัตรูของน้ำตาล ทางเลือก: น้ำเปล่า ชาไม่หวาน หรือน้ำแร่เพิ่มรสด้วย: มะนาว สะระแหน่ หรือเบอร์รี 5. กินเป็นเวลา อย่าปล่อยให้หิวจัด หิวมาก = น้ำตาลตก แล้วพุ่งแรงหลังมื้ออาหาร แนะนำ: กินทุก 3–4 ชั่วโมง / มื้อเล็กก็ได้ แค่พออิ่ม 6. เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน แทนแป้งขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ควินัว ลดการกินข้าวขาว ขนมปังขาว พาสต้า เค้ก 7. ระวังปริมาณ แม้จะเป็นอาหารดี กินมากเกิน = น้ำตาลในเลือดสูงใช้สูตร “จานสุขภาพ”ครึ่งจาน: ผัก1/4 จาน: โปรตีน1/4 จาน: คาร์บดี เช่น ข้าวกล้อง มันฝรั่ง 8. เคลื่อนไหวหลังมื้ออาหาร กล้ามเนื้อจะเอาน้ำตาลไปใช้ = น้ำตาลลด เดิน 10 นาทีหลังมื้อ ช่วยได้ทันที! 9. ลดความเครียด ฮอร์โมนนิ่ง น้ำตาลนิ่ง เครียด = คอร์ติซอลพุ่ง = น้ำตาลพุ่งตาม ลอง: เดินเล่น นั่งสมาธิ เขียนไดอารี่ อ่านหนังสือ 10. นอนหลับให้เพียงพอ นอนไม่พอ = อินซูลินดื้อ = น้ำตาลสะสมในร่างกายเคล็ดลับการนอน:นอน-ตื่นให้เป็นเวลาปิดจอก่อนนอน 30 นาทีห้องมืด เย็น เงียบอย่ากินมื้อใหญ่ก่อนนอน กินแบบสมดุล มีโปรตีน ไฟเบอร์ และไขมันดีอย่าปล่อยท้องว่างนานเกินไปออกกำลังเบา ๆ หลังมื้อลดหวาน ลดเครียด และนอนให้ดี

Scroll to Top